ข่าวกีฬา

แม่ผู้เป็นแรงบันดาลใจ, ชีวิตเต็มไปด้วยสีสัน ! มาราโดน่า ตำนานคู่โลกฟุตบอล

ข่าวกีฬา หากจะเอ่ยชื่อนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่และสร้างสีสันให้กับวงการลูกหนังมานานหลายสิบปี หนึ่งในชื่อที่ทุกคนต้องพูดถึงก็คือ ดีเอโก้ มาราโดน่า มหาบุรุษผู้นำทีมชาติอาร์เจนตินา ผงาดคว้าแชมปฟุตบอลโลก 1986 และยอดนักเตะที่เปลี่ยน นาโปลี จากสโมสรธรรมดาๆ ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอิตาลี

ข่าวกีฬา

ข่าวกีฬา “เสือเตี้ย” กลายเป็นตำนานที่ไร้ลมหายใจไปแล้วเมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากที่เขาเกิดอาการหัวใจวายที่บ้านพักในเมืองติเกร ทางตอนเหนือของกรุงบูเอโนสไอเรสซึ่ง มาราโดน่า ได้มาพักฟื้นที่นี่หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการที่ไม่แน่ชัดในตอนแรก ต่อมาในการทำซีที สแกน โดยละเอียด พบว่าเขามีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมอง ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นการด่วนเมื่อวันพุธที่ 4 พ.ย. 2020 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้น มาราโดน่า ได้ออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ซึ่งภาพของเขาทางโซเชียล มีเดีย ของคุณหมอ เลโอโปลโด้ ลูเก้ ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดสมองให้กับเขา แสดงให้เห็นว่าเขาแข็งแรงขึ้น ดูสดใสขึ้น กระทั่งในวันพุธ ทนายความของเขาได้แจ้งต่อสื่ออาร์เจนตินาว่า มาราโดน่า ได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว

แม้ มาราโดน่า จะสิ้นลมไปแล้วก็ตาม แต่ผลงานที่เขาได้สร้างเอาไว้ไม่มีวันจากหายไปจากความทรงจำของแฟนฟุตบอลทั่วโลก

“เสือเตี้ย” ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1960 ที่ลานุส เมืองทางตอนใต้ของกรุงบูเอโนสไอเรส เป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัวที่ยากจนและมีลูกถึง 8 คน จากนั้นมาโตในย่านชุมชนแออัดที่วีย่า ฟีโอรีโต้ ไม่ไกลจากลานุสนัก จากการวิ่งเล่นเตะฟุตบอลกับผองเพื่อน ฝีเท้าของเขาเตะตาแมวมองสโมสรอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ตั้งแต่ 8 ขวบ เขาจึงถูกนำตัวมาอยู่ในทีมยุวชนของสโมสรก่อนขึ้นสู่ชุดใหญ่ของอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ในปี 1976 ลงเล่นนัดแรกให้ทีมชุดใหญ่ก่อนอายุครบ 16 ปีอยู่ 10 วัน

จากนั้นในปี 1981 ซึ่งชื่อเสียงเริ่มโด่งดังแล้ว เขาได้ย้ายไปอยู่กับโบคา จูเนียร์ส สโมสรที่ทำให้เขาได้แชมป์อาร์เจนตินาครั้งแรกและครั้งเดียวในอาชีพของเขา มาราโดน่า อยู่กับโบคาเพียงหนึ่งฤดูกาลก็ได้ขึ้นฝั่งแผ่นดินยุโรป ย้ายมาบาร์เซโลน่าหลังฟุตบอลโลก 1982 ด้วยค่าตัวระดับสถิติโลกใหม่ในขณะนั้น คือราว 5 ล้านปอนด์ กับบาร์ซ่าเขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก อีกทั้งเคยยอมรับว่าเริ่มเสพโคเคนที่นั่น

มาราโดน่า อยู่กับบาร์ซ่าได้เพียง 2 ฤดูกาลก็ย้ายไปนาโปลีด้วยค่าตัวระดับสถิติโลกใหม่อีกเช่นกันราว 6.9 ล้านปอนด์ ในสีเสื้อของนาโปลีนั่นเองที่ มาราโดน่า ประสบความสำเร็จสูงสุดในการค้าแข้งอาชีพ เขานำทีมอัซซูร์ร่าคว้าแชมป์เซเรีย อา ได้เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1987 อันเป็นปีที่ได้แชมป์โคปปา อิตาเลีย ด้วย

จากนั้นในฤดูกาล 1988/89 ช่วยให้นาโปลีได้ชูถ้วยยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีก) ก่อนที่ปีต่อมานาโปลีจะคว้าสคูเด๊ตโต้ใบที่สองได้สำเร็จ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน นาโปลียังไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดของอิตาลีเพิ่มอีกเลย และทางสโมสรได้ปลดระวางเสื้อเบอร์ 10 ของเขาจากการใช้งานหลังการย้ายออกของเขาด้วย

ก่อนออกจากนาโปลี มาราโดน่า ต้องโทษแบนจากการลงสนาม 15 เดือนเนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสารกระตุ้น/สารต้องห้าม ซึ่งก็คือโคเคนหลังเกมนาโปลี พบ บารี ในเดือนมีนาคม 1991 เขาย้ายออกจากนาโปลีในปี 1992 และอยู่ในช่วงขาลงโดยตลอดทั้งกับเซบีย่า, นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ก่อนกลับสู่โบคาอีกครั้งกระทั่งแขวนสตั้ดในปี 1997

ช่วงเวลาที่โลดแล่นในวงการฟุตบอลไปจนถึงการใช้ชีวิตหลังจากแขวนสตั๊ด มาราโดน่า มักจะมีข่าวฉาวออกมาอย่างต่อเนื่องสวนทางกับ เปเล่ ตำนานทีมชาติบราซิล ซึ่งทั้งคู่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกันว่าใครเก่งที่สุดตลอดกาล ที่มีภาพของบุคคลขาวสะอาดไร้มลทิน

สำหรับ มาราโดน่า ภาพลักษณ์ที่ออกมาไม่เคยทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว และเจ้าตัวเคยทิ้งวาทะเด็ดเอาไว้ว่า “ตัวผมมีแค่ดำกับขาว ผมไม่เคยมีสีเทาในชีวิต”

ตำนานฟุตบอลโลก 

มาราโดน่า ได้ลงเล่นฟุตบอลโลกให้กับ อาร์เจนตินา ชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 1982 ที่ประเทศสเปน ซึ่งเขาต้องเจอกับสถานการณ์ที่สุดเลวร้าย โดย “เสือเตี้ย” โดนแนวรับคู่แข่งไร้อัดอย่างเมามัน บทสรุปสุดท้ายเจ้าตัวโดนใบแดง ในขณะที่ทัพ “ฟ้าขาว” ร่วงตกรอบด้วยฝีเกือกของ บราซิล

อย่างไรก็ตาม 4 ปีให้หลัง มาราโดน่า กลับมาผงาดในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่ประเทศเม็กซิโก โดยเขาระเบิดฟอร์มเทพพระเจ้าร่ายมนต์ลูกหนังจนคู่แข่งไม่สามารถรับมือได้ ที่สำคัญในเกมพบ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ เจ้าตัวได้สร้างตำนานการยิงประตูที่โลกไม่มีวันลืมจนทุกวันนี้ (และในอนาคต)

ประตูแรกในนาทีที่ 51 มาราโดน่า สร้างเรื่องสุดมหัศจรรย์ด้วยการกระโดดขึ้นโหม่งบอลหนีมือ ปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารทัพ “สิงโตคำราม” ที่มีส่วนสูงเหนือกว่าถึง 7 นิ้ว อย่างไรก็ตามเมื่อมองจากภาพรีเพลย์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาใช้มือชกบอลก่อนที่ ชิลตัน จะลอยตัวมาถึงทำให้บอลเข้าประตูในที่สุด  โดย อาลี บิน นาสเซอร์ ท่านเปาจากตูนิเซีย ยังยืนยันให้เป็นประตู

หลังจบเกมดังกล่าว ตำนานเพลย์เมกเกอร์สโมสรนาโปลี ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประตูดังกล่าวว่า “ส่วนหนึ่งมาจากหัวของมาราโดน่า อีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า”

อย่างไรก็ตาม อีก 4 นาทีต่อมา มาราโดน่า ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเป็นยอดนักฟุตบอลระดับโลก ด้วยการเลี้ยงบอลครึ่งสนามหลบผู้เล่นอังกฤษ 6 คน รวมทั้ง ชิลตัน ด้วย ก่อนที่จะส่งบอลซุกก้นตาข่าย ซึ่งประตูนี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานานชาติ (ฟีฟ่า) ยกให้เป็น “ประตูแห่งศตวรรษ”

แน่นอนว่าประตูลากโซโล่เดี่ยวของ มาราโดน่า เป็นที่กล่าวขวัญกันจนทุกวันนี้ แต่จริงๆ แล้วเขายังโชว์ลีลาเลี้ยงหลบคู่แข่งอีกเกมในแมตช์ที่ชนะ เบลเยียม แม้จะไม่สวยเท่ากัน แต่ก็เป็นลีลาเลี้ยงหลบแนวรับ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป”  4 คนก่อนเข้าไปยิงให้ทีมชนะ ในรอบรองชนะเลิศ

บทสรุปสุดท้าย มาราโดน่า นำ อาร์เจนตินา ปราบ เยอรมันตะวันตก (เยอรมนี) 3-2 คว้าแชมป์โลกมาครอบครองได้อย่างยิ่งใหญ่

นักฟุตบอลแห่งศตวรรษ

ในฐานะนักฟุตบอล มาราโดน่า ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะอัจฉริยะ แต่นักฐานะกุนซือเขาไม่ประสบความสำเร็จเลยไม่ว่าจะเป็นการกุมบังเหียนสโมสรในอาร์เจนตินา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ เม็กซิโก รวมทั้งการคุมทัพ “ฟ้าขาว” ตั้งแต่ปี 2008-2010

แม้ อาร์เจนตินา จะแพ้ โบลิเวีย เละเทะ 1-3 ในรอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ และเขาก็โดนแบนเป็นเวลา 2 เดือนในช่วงปลายปี 2009 จากการพูดจาหยาบคายใส่นักข่าว แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็นำ อาร์เจนตินา ไปลุยฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ได้สำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์กลุ่ม ก่อนจะตกรอบด้วยฝีเกือกของ เยอรมนี ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ยังไม่หมดแค่นั้น มาราโดน่า มักจะมีปัญหานอกสนามอยู่บ่อยๆ โดยเขาต้องเข้ารับการบำบัดอาการติดยาเสพติด ในช่วงที่เลิกเสพโคเคน เจ้าตัวมักใช้เวลาไปกับการดื่มเมรัย, สูบซิการ์ และกินอาหาร จนสุดท้ายต้องถูกส่งเข้าโรงหมอในปี 2007

นอกจากนี้ “เสือเตี้ย” ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ ฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบา ซึ่ง มาราโดน่า ได้สักรูปของเขาเอาไว้ที่หัวไหล่ รวมทั้งยังชื่นชอบ ฮูโก้ ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีเวเนซูเอล่า ด้วย

ในปี 2000 ฟีฟ่า ได้มีการทำโหวตนักฟุตบอลแห่งศตวรรษผ่านสื่อออนไลน์ และ มาราโดน่า ได้รับคะแนนโหวตมากถึง 54 เปอร์เซนต์ ขณะที่ เปเล่ ได้ที่สองคะแนนโหวตเพียงแค่ 18 เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่สุดท้าย องค์กรลูกหนังโลกประกาศให้ทั้งสองคนครองตำแหน่งร่วมกัน

แม่ผู้เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต

มาราโดน่า เกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมัน คาทอลิค พ่อของเขาชื่อ ดอน ดีเอโก้ เป็นคนงานในโรงงาน ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยห้ามลูกชายไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ด้วยเหตุผลเพราะไม่มีเงินมากพอที่จะนำไปใช้จ่ายในด้านกีฬา

ขณะที่คุณแม่ โดน่า โทต้า เป็นแม่บ้านที่ต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆ 8 คน ซึ่ง มาราโดน่า เป็นลูกชายคนโต โดยเป็นที่รู้กันว่าแม่ของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อความสำเร็จของลูกชาย และตอนที่เธอเสียชีวิตในปี 2011 สื่อในประเทศอาร์เจนตินา ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ต่างร่วมกันประกาศข่าวเศร้าในครั้งนั้น

มาราโดน่า เปิดเผยเรื่องที่ทำให้เขาซาบซึ้งและเคารพในตัวมารดาซึ่งอยากให้เขาเป็นนักบัญชีมากกว่าเล่นฟุตบอลอาชีพ ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาว่า บ่อยครั้งที่แม่บังเกิดเกล้ามักจะแสร้งทำเป็นป่วยจนกินอาหารไม่ได้ เพราะเธออยากให้ลูกๆ ได้กินอาหารเต็มที่

พี่น้องนักฟุตบอล

มีน้องชายสองคนของ มาราโดน่า ที่เดินตามรอยพี่ชายในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แม้สุดท้ายแล้วพวกเขาจะไม่สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ใกล้เคียงกับความสำเร็จที่ ตำนานเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติอาร์เจนตินา ได้สร้างเอาไว้ให้กับประเทศชาติและสโมสรนาโปลี

ราอูล หรือที่รู้จักในชื่อ “ลาโล่” ที่มีโอกาสได้เล่นให้กับ โบคา จูเนียร์ ในช่วงเวลาสั้นๆ และ กรานาด้า สโมสรในสเปน ก่อนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้าแข้งที่สหรัฐอเมริกา ส่วนอีกคนก็คือ ฮูโก้ หรือที่รู้จักในชื่อ “เอล เตอร์โก” เคยเล่นให้กับ ราโย บาเยกาโน่ ในสเปน และ ราบิด เวียนน่า ในลีกออสเตรีย ก่อนจะสร้างชื่อกับหลายสโมสรในประเทศญี่ปุ่น

วิวาห์ครั้งแรก

มาราโดน่า ได้พบกับ คลอเดีย วิลล่าฟาเน่  ภรรยาคนแรก ตอนที่เธออายุเพียง 17 ปี และเขาอยู่ในวัยกระเตาะ 19 ปีเท่านั้น พวกเขาแต่งงานกันหลังจากหมั้นหมายกันมานานในปี 1989 และใช้ชีวิตครองเรือนนานถึง 25 ปี แต่สุดท้ายทั้งคู่จบความสัมพันธ์ที่แสนเจ็บปวด

“เสือเตี้ย” มีทายาทสองคนกับ คลอเดีย ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์, สตาร์เรียลลิตี้ และนักแสดง ชื่อ ดัลมา กับ  จิอันนิน่า  แต่เจ้าตัวมีปัญหาชีวิตสมรสเนื่องจากโดนแฉว่านอกใจเมีย สุดท้ายพวกเขาเซ็นใบหย่าในปี 2004  แตถึงแยกทางกันแต่พวกเขาก็มักจะมีภาพอยู่ด้วยกันบ่อยๆ รวมไปถึงตอนศึกฟุตบอลโลก 2006

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขาดสะบั้นแบบต่อไม่ติด และกลายเป็นประเด็นใหญ่ให้สื่อนำมาเล่นเป็นพาดหัวข่าว เมื่อ มาราโดน่า ฟ้อง คลอเดีย ว่าขโมยเงินของเขา และใช้เงินก้อนนั้นไปซื้ออะพาร์ทเมนต์สุดหรูในฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

กระนั้นเรื่องเหล่านี้กับโดนลูกสาวทั้งสองคนไม่เชื่อ เพราะพวกเธอเลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างแม่ โดยเฉพาะ ดัลมา ที่เขียนข้อความลง ทวิตเตอร์ ว่า “อย่าไปฟังสิ่งที่พ่อฉันพูด แต่สำหรับคนที่สงสัย ฉันยังคงเชื่อมั่นในความคิดตัวเองเหมือนเดิม”

ทายาทสุดที่รักกับทายาทจากคู่รัก

ขณะที่ มาราโดน่า มีลูกสาวสองคนที่เกิดกับ คลอเดีย เขาก็ได้แอบไปมีลูกนอกสมรส 1 คน โดยในปี 2016 หลังจากที่ ตำนานกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอดเกือบ 30 ปี สุดท้ายเจ้าตัวยอมรับว่า ดีเอโก้ จูเนียร์ ซินากร้า เป็นลูกชายของเขาจริงๆ

ดีเอโก้ จูเนียร์ ลืมตาดูโลกในเดือนกันยายน 1986 หลังจากที่ มาราโดน่า แอบไปมีสัมพันธ์ชู้สาวกับ คริสติน่า ซินากร้า นางแบบสุดสวยช่วงที่เขายังค้าแข้งให้กับสโมสรนาโปลี แม้ตลอดช่วงหลายปี คริสติน่า พยายามยืนยันเรื่องนี้ แต่ มาราโดน่า ปฏิเสธหัวชนฝาว่าเขาไม่ใช่พ่อเด็กคนนี้ แม้ศาลอิตาลีตัดสินว่าเขาเป็นพ่อของเด็กในช่วงต้นปี 1995 ก็ตาม

ยังไม่หมดแค่นั้น มาราโดน่า มีลูกสาวนอกสมรสอีกคนชื่อ ยาน่า ซึ่งเป็นนางแบบชุดชั้นใน หลังจากที่มีความสัมพันธ์ช่วงสั้นๆ กับ วาเลเรีย ซาลาลีน บริกรสาวในไนท์คลับแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นเจ้าตัวแต่งงานอยู่กันกับ  คลอเดีย วิลล่าฟาเน่

สำหรับ ดีเอโก้ จูเนียร์ ซึ่งเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพในลีกระดับล่างในอิตาลี มีโอกาสได้โพสต์ภาพเขากับคุณพ่อหลังจากที่ได้เจอหน้ากันว่า ขณะที่ มาราโดน่า กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ผมมีความสุขมากๆ เพราะผมได้กลับมาอยู่กับลูกชายของผม ผมได้อยู่กับเขา เช่นเดียวกันที่ผมได้กลับมาอยู่กับ ยาน่า ผมรักเขามากๆ และเขาก็รักผมเช่นกัน”

เรื่องความสัมพันธ์กับสาวๆ กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ มาราโดน่า บ่อยๆ โดยในเดือนมีนาคม 2019 เขายอมรับเป็นพ่อของลูก 3 คนที่เกิดจากสาวคิวบา 2 คนที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อจนกระทั่งทุกวันนี้ นอกจากนี้เขายังเคยใช้เวลาหลายเดือนอยู่กับ ฮาวาน่า ในช่วงระหว่างปี 2000-2005 ขณะที่เข้ารับการรักษาอาการติดโคเคน  ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะมีอิสตรีอย่างน้อย 3 คนที่กล่าวอ้างว่า มาราโดน่า เป็นพ่อของลูกๆ พวกเธอ แต่เขาไม่เคยออกมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้จนกระทั่งเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม มาราโดน่า มีลูกชายคนเล็กชื่อ ดีเอโก้ เฟร์นานโด้ ปัจจุบันอายุ 7 ขวบ เกิดเมื่อปี 2013 จากการคบหาดูใจกับ เวโรนิก้า โอเจด้า  ก่อนที่จะแยกทางกันซึ่งในเวลานั้นเธอท้องได้ 4 เดือน

บาดหมางอเกวโร่

เซร์คิโอ อเกวโร่ กองหน้าจอมถล่มประตู “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่งงานกับ จิอันนิน่า ลูกสาวคนเล็กของ มาราโดน่า เป็นเวลา 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2009-2013 อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลงแบบไม่สวย โดย มาราโดน่า ตราหน้า “กุน” ซึ่งเป็นพ่อของ เบนจามิน หลานชายสุดที่รักของเขา ว่า “ไอ้โง่”

“เขาคือคนโง่ที่ผมไม่ต้องการเอ่ยชื่อ” พร้อมยืนยันว่าจะยืนเคียงข้าง จิอันนิน่า ลูกสาวเพื่อต่อสู้ด้านกฎหมายให้ถึงที่สุด “ผมจะอยู่กับเธอในการนัดเจอทนายครั้งต่อไป เพื่อคุยกันว่าจะทำอะไรได้บ้าง รวมถึงจากนั้นก็อยากรู้ด้วยว่า อเกวโร่ จะอธิบายยังไง”

ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะมีการเปิดเผยภาพที่ มาราโดน่า ถ่ายรูปร่วมกับ มาติอัส มอร์ล่า เมื่อปี 2018 โดยหากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าด้านหลังมีภาพๆ หนึ่งซึ่งเป็นภาพที่ ดาวยิงแมนฯ ซิตี้ อุ้มลูกชายที่เป็นหลานของ มาราโดน่า แต่ที่ใบหน้าของ “กุน” โดนสีดำทาทับเอาไว้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวยังไม่ได้รับการต้อนรับจากครอบครัวมาราโดน่า

 

 

 

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th
สนใจสมัคร ติดต่อ : www.sporting-sempre.com